คู่มือผู้ให้บริการ
การจัดการกลุ่มเอกสาร API
จัดกลุ่ม endpoint ให้ชัดเจนเพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจโครงสร้าง API ได้เร็วขึ้น
อัปเดตล่าสุด 17 เม.ย. 2569
จัดกลุ่ม endpoint ให้เข้าใจง่าย
การจัดกลุ่มที่ดีช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจ API ได้เร็ว โดยไม่ต้องไล่อ่านทุก endpoint ทีละรายการ
กลุ่มหนึ่งควรสื่ออะไร
- ใช้แต่ละกลุ่มแทนความสามารถหลักของระบบ เช่น
Orders,Customers,BillingหรือReports - ถ้า endpoint หลายตัวอยู่ใน workflow เดียวกัน ควรอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
- หลีกเลี่ยงการสร้างกลุ่มที่มี endpoint เดียว ยกเว้นกรณีที่เป็นความสามารถเฉพาะจริง ๆ
รูปแบบการจัดกลุ่มที่แนะนำ
- แยกตามโดเมน:
Catalog,Inventory,Payments - แยกตาม workflow:
Authentication,Checkout,Refunds - แยกตามงานที่ผู้ใช้ต้องทำ:
Search,Validation,Export
แนวทางการตั้งชื่อ
- ใช้ชื่อสั้นและอ่านเข้าใจได้ทันทีบนหน้า endpoint reference
- เลือก style เดียวแล้วใช้ให้สม่ำเสมอทั้ง API
- ควรใช้ชื่อที่สื่อความสามารถของระบบ มากกว่าคำภายในทีม
ตัวอย่างชื่อที่ดี
CustomersSubscriptionsPromptPayReports
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- ชื่อกลาง ๆ เช่น
MiscหรือOther - กลุ่มที่ซ้อนทับกันจน endpoint เดียวอยู่ตรงไหนก็ได้
- โครงสร้างที่ซับซ้อนเกินไปจนผู้ใช้ต้องเข้าใจสถาปัตยกรรมภายในก่อน
เช็กลิสต์ก่อนเผยแพร่
- ทุก endpoint มีกลุ่มกำกับ
- endpoint ที่เกี่ยวข้องกันอยู่ใกล้กัน
- ชื่อกลุ่มสอดคล้องกับ summary และตัวอย่างในเอกสาร
- ผู้ใช้ใหม่สามารถมองภาพรวมของ API ได้ภายในเวลาไม่นาน
ขั้นตอนแนะนำ
- สรุป use case หลักของ API ก่อน
- จับ endpoint แต่ละตัวลง capability group ที่เหมาะสม
- ลองอ่านลำดับ endpoint ในมุมของ subscriber ใหม่
- ปรับชื่อกลุ่มให้ชัดก่อน publish
การจัดกลุ่มที่ดีช่วยให้เอกสารน่าเชื่อถือขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้เริ่มต้นกับ API ของคุณได้ง่ายขึ้น
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหน้าที่ช่วยต่อยอด workflow เดียวกัน
คู่มือผู้ให้บริการ
แนวทางการพัฒนา API
คำแนะนำสำหรับผู้ให้บริการในการออกแบบ endpoint, ตัวอย่าง request/response และการเตรียม listing ให้พร้อมใช้งานจริง
อ่านต่อ
คำถามพบบ่อยใช้ร่วมกัน
เมื่อ API ปิด: การเข้าถึงและการคืนเงิน
อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับ subscription, API key, รอบบิล และการคำนวณคืนเงินเมื่อ API ถูกปิด
อ่านต่อ